มึนอ ขอดีเอสไอ ส่งความเห็นแย้งอัยการ คดีอุ้มฆ่าบิลลี่ พ้อไม่ได้รับความเป็นธรรม

0
106

มึนอ ขอดีเอสไอ ส่งความเห็นแย้งอัยการ คดีอุ้มฆ่าบิลลี่ พ้อครอบครัวยังไม่ได้รับความเป็นธรรม

วันที่ 15 พ.ค. น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือมึนอ ภรรยา นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ส่งหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ขอให้ส่งความเห็นแย้งกรณีพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร กับพวก ในคดีการเสียชีวิตของนายพอละจี รักจงเจริญ

น.ส.พิณนภา กล่าวว่า บิลลี่หายไปโดยมีข้อมูลระบุว่าเสียชีวิต กว่า 6 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีการนำผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในศาล การที่อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฆ่าบิลลี่ ตนเองในฐานะภรรยา และคนในครอบครัวของบิลลี่รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากที่ผ่านมาดีเอสไอ ได้รวบรวมพยานหลักฐานประกอบกับผู้เชี่ยวชาญ จนมีหลักฐานที่น่าจะเพียงพอแล้ว หวังว่าทางดีเอสไอจะดำเนินการเรื่องเหล่านี้ต่อไป จนตนและสังคมได้รับความเป็นธรรม

เกาะติดข่าว กดติดตามไลน์ ข่าวสด

ทั้งนี้ข้อความในหนังสือ ระบุว่า ตามที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร กับพวก ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กรณีนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ และความผิดฐานอื่นๆ รวม 7 ข้อหา และสั่งฟ้องคดีข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพียงข้อหาเดียวนั้น

ข้าพเจ้า น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ ในฐานะภรรยาและแม่ของลูกนายจอละจี รู้สึกผิดหวังกับคำสั่งของพนักงานอัยการดังกล่าวเป็นอย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้พยายามสืบสวนคดีนี้จนพบชิ้นส่วนกระดูกของนายพอละจี และได้สอบปากคำพยาน รวบรวมพยานหลักฐาน จนสามารถขอให้ศาลออกหมายจับ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร กับพวกได้ แต่พนักงานอัยการกลับมีคำสั่งไม่ฟ้อง

ข้าพเจ้าทราบว่ากรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องเช่นนี้ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจในการพิจารณาทำความเห็นแย้ง ส่งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาดได้ ดังนั้นเพื่อความเป็นธรรมต่อครอบครัวของนายพอละจี ข้าพเจ้าใคร่ขอให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้โปรดทำความเห็นแย้งคดีนี้ส่งไปยังอัยการสูงสุดด้วย

ด้าน นายสุรพงษ์ กองจันทึก อดีตประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ กล่าวว่า เรื่องนี้ทางอัยการสูงสุดต้องทำความชัดเจนและความเป็นธรรมออกสู่สังคม เนื่องจากการที่ไม่สั่งฟ้องของอัยการที่ผ่านมายังมีข้อน่าสงสัยไม่ชัดเจนหลายข้อ เช่น อัยการแถลงว่าการตรวจพิสูจน์กระดูก ใช้การตรวจแบบไมโทคอนเดรีย ซึ่งเป็นเพียงการพิสูจน์ทราบให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในสายของมารดากับยายเท่านั้น ไม่สามารถพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลได้ เป็นการกล่าวเพียงลอยๆ ไม่มีหลักฐานพยานผู้เชี่ยงชาญมายืนยัน ขัดกับทางดีเอสไอที่มีผู้เชี่ยวชาญ ทั้งผ.อ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และแพทย์ผ.อ.กองสารพันธุกรรม ยืนยันว่าพิสูจน์ชัดเจนว่าเป็นการเสียชีวิตของบิลลี่แน่นอน และเป็นเทคโนโลยี่พิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลที่ใช้กันทั่วโลก

นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า การสั่งไม่ฟ้องของอัยการ โดยอ้างว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ อัยการควรสั่งให้พนักงานสอบสวนคือดีเอสไอ ไปสอบสวนหาพยานหลักฐานให้ชัดเจน ในประเด็นที่อัยการเห็นว่าไม่ชัดเจนเพียงพอ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรม เพราะตราบใดที่ยังไม่มีการฟ้องร้องผู้กระทำความผิด ก็คือคนทำความผิดยังลอยนวลอยู่

ตนหวังว่าทางทางดีเอสไอจะยื่นความเห็นแย้ง และทางอัยการสูงสุดจะพิจารณาอย่างละเอียด ส่วนไหนที่ยังไม่ชัดเจนก็ต้องสั่งให้ดีเอสไอสอบสวนเพิ่มเติมให้ชัดเจน เพื่อนำไปสู่การพิจารณาลงโทษผู้กระทำความผิดจริงต่อไป

สำหรับคดีนี้ พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ได้แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปสำนวนเห็นควรสั่งฟ้อง นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ผู้ต้องหาที่1 , นายบุญแทน บุษราคำ ผู้ต้องหาที่ 2, นายธนเสฏฐ์ หรือไพฑูรย์ แช่มเทศ ผู้ต้องหาที่ 3 และนายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ ผู้ต้องหาที่ 4 ในความผิด 8 ข้อหา แต่อัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง ตามข้อหาที่ 8 เพียงข้อหาเดียว ข้อหาทั้งหมดได้แก่

1. ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น หรือร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดการกระทำอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้

2. ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายฯ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

3. ร่วมกันมีอาวุธข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอม หรือยอมจะให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายฯ

4. ร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยมีอาวุธปืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดฯ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

5. ร่วมกันโดยทุจริตหรือเพื่ออำพรางศพ หรือสภาวะแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น ในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป

6. ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั้นไปเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต

7. ร่วมกัน เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้ หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น

8. ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และร่วมกันเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.