โควิด-19 : “เราไม่ทิ้งกัน” เรื่องดงามในน้ำใจ ชาวเขา ชาวเรา ชาวเล เมื่อรัฐไปไม่ถึง

0
153

โควิด-19 : “เราไม่ทิ้งกัน” เรื่องดงามในน้ำใจ ชาวเขา ชาวเรา ชาวเล เมื่อรัฐไปไม่ถึง – BBCไทย

ท่ามกลางข่าวร้ายหายนะทั่วโลกจากการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ประเทศไทยและคนไทยได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า

ด้านหนึ่ง ความช่วยเหลือจากรัฐบาลผ่านโครงการ “เราไม่ทิ้งกัน” ดูเหมือนมุ่งเฉพาะกลุ่ม มากกว่าครอบคลุมคนทั้งประเทศ และถูกวิจารณ์ถึงความล่าช้า ซับซ้อน

อีกด้านหนึ่ง นักธุรกิจที่ไม่ลำบากมาก ดาราที่ยังพอประคองตัวได้ หรือ ชาวบ้านที่ขาดแคลนแต่ไม่แร้นแค้นน้ำใจ ต่างก็หาหนทางช่วยคนที่ลำบากกว่า ให้ฟันฝ่าภาวะโรคระบาดและขาดเงินจับจ่ายไปด้วยกัน

TRIN RUJIRAVANICH
มะม่วงสุกที่ค้างจำหน่ายหากปล่อยไว้นานก็ต้องถูกทิ้งกลายเป็นขยะอาหาร

นักธุรกิจ 4.0 ช่วยเกษตรกร 2.0

ตฤณ รุจิรวณิช นักธุรกิจวัย 45 ปี ได้รับข้อความที่ถูกส่งต่อมาตามกลุ่มแชตต่าง ๆ เมื่อต้นเดือนนี้ ขอให้ช่วยเกษตรกรไทยในหลายพื้นที่ที่เดือดร้อนจากการส่งออกผลผลิตไม่ได้ในภาวะโรคระบาด หลายคนอาจอ่านแล้วผ่านเลยไป แต่ตฤณเกิดความคิดว่าต้องลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยเหลือคนกลุ่มนี้

ตฤณบอกกับบีบีซีไทยว่า เริ่มแรกเขาก็ซื้อสินค้ามากินแล้วเห็นว่าเป็นของคุณภาพดีก็ช่วยแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดีย แต่เกิดความคิดต่อว่าถ้าหากผู้ซื้อกับผู้ขายมีพื้นที่ในการติดต่อกันก็น่าจะเป็นประโยชน์กับคนทั้งสองฝ่าย ประกอบกับความคิดว่าไม่อยากให้พืชผลเหล่านี้ต้องกลายเป็นขยะอาหารซึ่งจะกลายสภาพเป็นก๊าซมีเทนทำลายชั้นบรรยากาศ กลุ่ม “กินช่วยเกษตรกร” บนเฟซบุ๊กจึงเปิดตัวขึ้นเมื่อวันที่ 9 เม.ย.

TRIN RUJIRAVANICH
ตฤณ ใช้เวลาว่างช่วงบริษัทปิดทำการจัดตั้งกลุ่มบนเฟซบุ๊ก

“เห็นมาตั้งแต่เด็กว่าทำไมต้องเอาพืชผลเกษตรไปเททิ้งหน้าทำเนียบรัฐบาล ตอนเด็ก ๆ ก็คิดว่าทำไมไม่เอาลำไยจากภาคเหนือไปให้คนที่ภาคใต้ ต่อมาได้มาทำธุรกิจรีสอร์ต สมัยก่อนที่ผลไม้ราคาตกก็ไปกว้านซื้อมาจากตลาด เอามาทำเป็นอาหารเช้าเสิร์ฟลูกค้า แนะนำให้ลูกค้ารู้จักผลไม้ใหม่ ๆ ราคาไม่แพงในไทยไปด้วย”

เมื่อสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบันทำให้คนออกจากบ้านไม่ได้ ตฤณจึงใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกรกับลูกค้า เมื่อสร้างกลุ่มแล้วเขาก็สั่งซื้อมะม่วงมา 40-50 กก. นำไปแจกคนรู้จัก เขาเห็นมีเบอร์ติดต่อแนบมากับหีบห่อจึงโทรศัพท์ไปหาเพื่อถามไถ่ถึงสภาวะที่ประสบ

“ถามว่ามีของเยอะไหม เขาตอบว่ามีเยอะ มีอยู่ 4 ล้านโลเป็นมะม่วงเกรดส่งออก ได้ยินคำตอบแล้วก็น้ำตารื้นเลย ได้แต่บอกไปว่า ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวจะช่วย” ตฤณบอกว่ามะม่วงทั้งหมดนี้เป็นมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้และพันธุ์มหาชนกค้างจำหน่ายของกลุ่มเกษตรกร จ.กาฬสินธุ์ เขานำข้อมูลมาแชร์ต่อในกลุ่มซึ่งขณะนั้นมีสมาชิกราว 200-300 คน และได้รับผลตอบรับดีเกินคาด

“เจ้าของสวนบอกว่า วันแรกมีเข้ามา 800 ออเดอร์ จนสุดท้ายขายหมด 4 ล้านโล ได้เห็นพลังของคนที่คิดจะช่วยเหลือกันจริง ๆ” ตฤณเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เขาบอกด้วยว่าที่ขายหมดไม่ใช่เพราะกลุ่มของเขากลุ่มเดียว แต่มีช่องทางอื่นที่ช่วยเหลือกันอีก หลังจากตฤณได้พูดคุยกับเจ้าของสวนอีกหลายแห่งก็พบว่าหลายคนยังมีพืชผลที่ขายไม่ออกกันมากถึง 40-50 ตัน

BBC กลุ่ม “กินช่วยเกษตรกร” เกิดจากความพยายามช่วยเหลือเกษตรกรซึ่งมีสินค้าค้างจำหน่ายจำนวนมาก

จากแรกเริ่มเพียงช่วยเจ้าของสวนขายมะม่วงที่ราคาตกจนเหลือเพียงกิโลกรัมละ 20-25 บาทให้ระบายสินค้าได้ หลังสร้างกลุ่มมาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ก็มีเกษตรกรรายอื่นมาขายสินค้าหลายชนิด รวมทั้งอาหารแปรรูป และจำนวนสมาชิกกลุ่มก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แม้เทคโนโลยีจะเป็นเหมือนเครื่องมือแก้ปัญหาที่ดี แต่มันก็เป็นตัวปัญหาด้วยเช่นกัน “ปัญหาแรกเลยคือเกษตรกรพูดตรง ๆ ก็คือไม่ไฮเทค” ตฤณบอกว่าบางคนใช้เวลาหลายวันกว่าจะหาวิธีโพสต์รูปขายของบนเฟซบุ๊กได้ บางคนไม่ค่อยรับโทรศัพท์ บางคนก็ไม่ค่อยตอบไลน์ ส่วนคนที่พอมีลูกหลานที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้ก็สามารถช่วยตอบข้อความและขายของบนเฟซบุ๊กได้ บางคนก็ส่งข้อความมาขอบคุณเขาภายหลัง

นอกจากนี้ปัญหาหลักอีกอย่างก็คือการที่เกษตรกรต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจแบบกะทันหัน จากเคยเป็นแบบธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) ต้องเปลี่ยนมาเป็นแบบธุรกิจกับผู้ซื้อปลีก (B2C) ซึ่งเกษตรกรไม่มีประสบการณ์ “ลองคิดดูว่าเขาเคยส่งออกทีละหลายตัน เขาคุ้นเคยกับการมีนายหน้าไปรับสินค้าที่สวนทีละจำนวนมาก ๆ ไม่คุ้นกับการดีลกับลูกค้าจำนวนมากที่ซื้อทีละน้อย ๆ เขาไม่มีตาชั่ง ไม่มีหีบห่อวิธีขนส่ง ทุกอย่างเปลี่ยนเพราะสถานการณ์บังคับ” ตฤณบอกว่าประเด็นนี้ก็ทำให้เกษตรกรยังทำงานได้ไม่ราบรื่นนัก

จากชีวิตปกติที่ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทผู้ให้บริการติดตั้งฟิล์มอาคารอนุรักษ์พลังงาน ตฤณใช้เวลาว่างช่วงที่บริษัทปิดช่วงสงกรานต์มาดูแลกลุ่มและยังเปิดช่องทาง ไลน์ โอเพนแชท สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับการใช้เฟซบุ๊กได้ประกาศขายสินค้าอีกด้วย ซึ่งเขายอมรับว่ามันกินเวลาทั้งวันไม่ต่างจากการทำงานเต็มเวลา โดยตอนนี้มีผู้ช่วยอีก 2-3 มาช่วยดูแลด้วย และเขาจะต้องกลับไปทำงานในสัปดาห์นี้ ซึ่งต้องพยายามบริหารจัดการเวลาของตัวเองต่อไป

“ทั้งหมดนี้ทำแล้วไม่ได้อะไรเลย ได้เรียนรู้ เพราะส่วนตัวก็ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน อยากช่วยคนประกอบกับมีเวลาว่าง ในอนาคตหากต้องเปลี่ยนธุรกิจก็มีความรู้ตรงนี้ไปใช้ในการทำงานได้” ตฤณกล่าวทิ้งท้าย

ชาวเขา ชาวเรา ชาวเล

ที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 1,000 เมตร ที่ดอยแม่วิน ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ชาวปกาเกอะญอที่นั่นกำลังรวบรวมเอาข้าวสารพันธุ์พื้นเมือง ผลผลิตของทั้งปีที่พวกเขาและพวกเธอปลูกบนนาขั้นบันได มารวมไว้ที่จุดรวมของหมู่บ้าน เพื่อเตรียมจัดส่งไปให้ผู้ที่เดือดร้อนในตัวเมืองเชียงใหม่

จุดเริ่มต้นของน้ำใจเล็ก ๆ นี้มาจากการที่ชาวปกาเกอะญอที่นั่น ได้รับบริจาคเครื่องอุปกรณ์ดับไฟป่าที่หลั่งไหลมายังหมู่บ้าน ถึงตอนนี้พวกเขาอยากส่งข้าวสารให้คนในเมืองที่ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติได้ในช่วงมีสถานการณ์ของโรคโควิด-19

NORAERI THUNGMUEANGTHONG
ผู้หญิงปกาเกอะญอที่บ้านห้วยอีค่าง ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ รวบรวมข้าวพันธุ์พื้นเมืองของบ้านตัวเองส่งให้จุดรวมบริจาค

ศิวกร โอ่โดเชา ผู้ประสานงานเครือข่ายชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ซึ่งอยู่ที่บ้านหนองเต่า ต.แม่วิน บอกกับบีบีซีไทยทางโทรศัพท์ว่า ไฟป่าปีนี้ลากยาวมาตั้งแต่เดือน ธ.ค. พวกเขาเผชิญไฟป่าหนักหนามาก แต่นับเป็นปีแรกที่ชาวบ้านได้รับอุปกรณ์การดับไฟป่า ซึ่งพวกเขาได้จากการรวมกลุ่มบริจาคของคนในเมือง

“ปีนี้เราได้รับรู้สึกพิเศษกว่าทุกครั้งมาจากภาคประชาสังคม อันนี้เป็นน้ำใจจากคนในเมือง เราอยากให้น้ำใจกับคนในเมืองบ้าง

เขาบอกอีกว่า การปันน้ำใจช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนี้ก็มาจากคติของชาวปกาเกอะญอเกี่ยวกับวัฒนธรรมข้าวที่ว่าเมื่อพบแม่ม่าย เด็กกำพร้า ชาวปกาเกอะญอถูกปลูกฝังว่าต้องช่วยเหลือ คนที่มีเพียงพอจะแบ่งปันช่วยกัน

“เรากระจายข่าวออกไป สื่อไปถึงจิตใจพี่น้องปกาเกอะญอที่เขาเข้าใจปรัชญานี้ ทำให้เกิดการแบ่งปันผัก แม้แต่พี่น้อง (ปกาเกอะญอ) อมก๋อยที่ถูบจับ เพราะทำไร่หมนุเวียน ก็รวบรวมมะเขือเทศมาแจกคนในเมือง” ศิวกร หรือแซวะ กล่าว

SIWAKORN ODOCHAO

ข่าวสารการร่วมบริจาคถูกประกาศผ่านเสียงตามสายและผู้นำชุมชน พวกเขากำลังเตรียมรวบรวมขนส่งขึ้นรถกระบะจำนวน 2-3 คัน พร้อมด้วยหัวไชเท้าอีก 1 คันรถ ไปส่งให้กับกลุ่มจิตอาสา “สายใต้ออกรถ” ใน อ.หางดง ที่เคยขึ้นมาบริจาคอุปกรณ์ดับไฟเพื่อกระจายต่อให้ผู้เดือดร้อนในเมืองต่อไป

“ทำไมคนปกาเกอะญอถึงทำบุญเป็นข้าว เพราะคนปกาเกอะญอไม่มีเงิน ไม่มีเงินเก็บ ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไร” ศิวกร เล่า “สิ่งที่อร่อยที่สุดคือข้าว สิ่งที่งดงามที่สุดคือน้ำใจคน”

ไม่ใช่แค่ชาวปกาเกอะญอที่ อ.แม่วาง ที่ทำเช่นนี้ บีบีซีไทย ยังพบภาพการบริจาคปันน้ำใจของชาวปกาเกอะญอในเชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน

เชียงใหม่-ราไวย์- ยโสธร

“พอทราบข่าวว่าพี่น้องชาวเลได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด จากการปิดเมือง ล็อคดาวน์ ผลิตปลาสดได้ แต่ไม่สามารถจะขายได้ พี่น้องไม่มีเงินไปซื้อข้าว พอเป็นแบบนี้ แนวคิดของคนปกาเกอะญอบอกไว้ว่า ถ้าน้องล้มพี่ช่วยฉุดขึ้น ถ้าพี่ล้มน้องช่วยพยุง” ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ศิลปินชาวปกาเกอะญอ บอกกับบีบีซีไทยถึงจุดเริ่มต้นของโครงการข้าวแลกปลาชาวเลชาวดอย ส่งข้าวสารพื้นเมืองที่ชาวปกาเกอะญอปลูกได้ไปให้ชาวประมงพื้นบ้านใน จ.ภูเก็ต ซึ่งได้รับผลกระทบจากการปิดเมืองเป็นจังหวัดแรก ๆ

FACEBOOK/CHI SUWICHAN

แม้ ระยะทางเกินกว่า 1,500 กิโลเมตร จากภูเขาอันสลับซ้บซ้อนในภาคเหนือที่ จ.เชียงใหม่ ไปจนถึงทะเลหาดราไวย์ของ จ.ภูเก็ต นักวิชาการศูนย์การจัดการภูมิวัฒนธรรม วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บอกว่า ชาวดอยและชาวเล ผูกพันกันด้วยความเป็นชนเผ่าพื้นเมืองในไทยเหมือนกันที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาและนโยบายรัฐ และต่างเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย 45 กลุ่ม

“พอเราคิดปุ๊ป พี่น้องชาวดอย เดือดร้อนเหมือนกันนะ ได้ปลาแห้งก็ดี เราปิดชุมชนเพราะโควิด เราปลูกผัก หาปลาได้ แต่ปัญหาตอนนี้คือเราหาไม่ทันเพราะเราต้องไปดับไฟป่า”

ผศ.ดร.สุวิชาน บอกว่า ชาวปกาเกอะญอที่ตั้งใจร่วมมอบข้าวมีมาจาก จ.ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ พวกเขาให้ตามกำลังที่มี “คนละหม้อสองหม้อ แลกเท่าที่แลกได้” โดยใช้เวลาราวสองอาทิตย์รวบรวมด้วยพื้นที่เป็นป่าเขาที่เดินทางถึงกันลำบาก คาดว่าสุดสัปดาห์นี้ ข้าวของพวกเขาราว 6,000 กิโลกรัม จะเริ่มส่งมอบให้ยังพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านและกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยตามหมู่เกาะในแถบ จ.ภูเก็ต พังงา เช่นที่ หมู่เกาะสุรินทร์

ปลาแห้งกับข้าวดอย แลกอย่างไรให้เป็นธรรม

นักวิชาการชาวปกาเกอะญอ บอกว่า เป็นการแลกเปลี่ยนเชิง “เศรษฐวัฒนธรรม” ไม่ได้คำนวณเป็นตัวเงินในระบบตลาด แต่คิดบนฐานการอยู่การใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่พวกเขาต่างพึ่งพิง ชาวปกาเกอะญอปลูกข้าวบนดอยอยู่ร่วมกับป่า ส่วนชาวเลจับปลาอยู่กับท้องทะเล

FACEBOOK/สุวรรณา บุญกล่ำ

การแลกเปลี่ยนจึงออกมาเป็น ข้าวสาร 1 ถัง (16 กิโลกรัม) ซึ่งต้องผลิตจากข้าวเปลือก 3 ถัง แลกกับปลาแห้ง 2 กิโลกรัม ซึ่งปลาแห้งกิโลเดียวก็ต้องใช้ปลาสดมากถึง 10 กิโลกรัมแล้ว

“ข้าว 1 ถัง เอาปลาแห้ง 2 กิโล เพื่อลดการขูดรีดธรรมชาติทางทะเลให้น้อยลง เพราะการผลิตทั้งสองอย่างเราขูดรีดธรรมชาติกันทั้งนั้น ถ้าคิดในเชิงปริมาณที่เท่ากัน เราได้ตัวปลาตัวข้าวที่เป็นธรรม แต่เราจะได้ระบบนิเวศที่ไม่เป็นธรรม”

ACEBOOK/สุวรรณา บุญกล่ำ
คำบรรยายภาพ
ข้าวหอมมะลิชาวนายโสธร อุบลฯ อำนาจเจริญ พริกศรีสะเกษ ถึงชุมชนชาวเลราไวย์

จากจุดเริ่มต้นของข้าวแลกปลาจากภาคเหนือ ภาคประชาสังคมในพื้นที่ จ.ภูเก็ต จากความร่วมมือของหลาย ๆ องค์กร ขยายการแลกเปลี่ยนอาหารไปที่พื้นที่ภาคอีสาน

20 เม.ย. ข้าวสาร 9 ตัน ของชาวนา จ.ยโสธร ถูกขนส่งผ่านเครื่องบิน ซี-130 ของกองทัพอากาศมาจากสนามบินอุบลราชธานี ถึงมือชาวเลที่ จ.ภูเก็ต ผ่านการประสานการสนับสนุนจากจังหวัด

ส่วนชาวส่งกลับปลาทะเลแห้ง 1.5 ตัน ไปยังชาวนาทางภาคอีสานในยโสธร อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ ไปทางเครื่องบินเช่นกัน

FACEBOOK/สุวรรณา บุญกล่ำ

จากดาราสู่ผู้ช่วยชุมชนแออัด

นอกจากภาคประชาสังคมที่ร่วมมือกันช่วยเหลือกันในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้ว กลุ่มดาราที่เคยทำงานเพื่อสังคมอย่าง คู่แฝด บิณฑ์ และ เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ ได้ลงพื้นที่ในย่านชุมชนแออัดของกรุงเทพมหานครในหลายพื้นที่ ชุมชนวัดสวัสดิ์วารีสีมาราม ชุมชนมักกะสัน ชุมชนแออัดย่านยมราช เป็นต้น โดยร่วมกันแจกเงินและอาหาร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจากวิกฤตดังกล่าว เนื่องจากพื้นที่เหล่านั้นยากจะเข้าถึงความช่วยเหลือจากภาครัฐ

บิณฑ์ กล่าวระหว่างเฟซบุ๊กไลฟ์ว่า การช่วยเหลือของเขาและทีมอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ในแบบเคาะประตูบ้าน เริ่มตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา โดยตั้งเป้า 400- 500 ครัวเรือนต่อวัน

โพสต์โดย บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2020

ส่วนที่มาของเงินช่วยเหลือ อดีตพระเอกรายนี้ได้ชี้แจงว่า เป็นเงินที่ได้จากการรับงานพรีเซนเตอร์จาก 5-6 งาน รวมหลายสิบล้านบาท ในช่วงที่ไปช่วยเหตุน้ำท่วมที่จ.อุบลราชธานี โดยมีการชำระภาษีแล้วทั้งหมด โดยเงินเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิร่วมกตัญญู ในขณะที่เงินบางส่วนมาจากสินค้าผู้สนับสนุนที่สนใจมีส่วนร่วม

นอกจากนี้ยังมี ดาราที่มีชื่อเสียงหลายคนร่วมลงพื้นที่ด้วย หนึ่งในนั้นคือ ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ซึ่งเธอให้สัมภาษณ์รายงานไนน์ เอนเตอร์เทนท์ทางสถานีโทรทัศน์ 9 MCOT HD เกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชนแออัดที่เธอพบในวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า พวกเขาจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจริง ๆ เพราะไม่มีงาน ไม่มีเงิน

“พอลงพื้นที่จริง ๆ เพิ่งไปได้เห็นว่า บางคนไม่มีทางที่จะได้เห็นเงินก้อนของรัฐบาลอย่างแน่นอน เพราะว่าบางคนไม่มีแม้กระทั่งมือถือ.. เขาไม่มีทางที่จะได้เงินตรงนี้ แต่เขาจะต้องมีข้าว พวกเขาต้องกิน จริงอยู่ใน ชุมชนนั้นไม่มีใครเป็นโควิด แต่เขากำลังจะอดตาย เพราะเขาไม่มีการจ้างงาน”

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.