นักวิเคราะห์ เชื่อราคาทองพุ่งต่อ ทะลุ 3หมื่น เตือนปัจจัยที่ต้องระวัง

0
136

ซีไอเอส เผยราคาทองคำยังมีปัจจัยพื้นฐานหนุนราคาขึ้นต่อได้ในระยะยาว โดยมีเป้าหมายทางเทคนิคที่ระดับ 2,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่ระยะสั้นระวังการเทขายเนื่องจากเข้าเขตซื้อมากเกินไป คาดราคาหลังจากนี้จะมีความผันผวนมากขึ้น

นายณพวีร์ พุกกะมาน นักลงทุน ผู้ก่อตั้ง Creative Investment Space (CIS) สถาบันให้ความรู้ด้านนวัตกรรมการลงทุนรูปแบบใหม่ เปิดเผยว่า ราคาทองคำยังคงเดินหน้าสร้างจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ยืนเหนือ 1,920 ดอลลาร์สหรัฐต่ออนซ์ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดเดิมในปี 2555 หากยังสามารถยืนอยู่เหนือระดับดังกล่าวได้ต่อเนื่อง มุมมองเชิงเทคนิค มีโอกาสที่ราคาทองคำจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 2,100 ดอลลาร์สหรัฐต่ออนซ์ แต่ระยะสั้นอาจมีการเทขายทำกำไรจากการที่เริ่มเข้าเขตซื้อมากเกินไป (Overbought) โดยมีแนวต้านทางจิตวิทยาที่ระดับ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งน่าจะเป็นระดับที่มีนักลงทุนรอขายเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันค่า RSI ได้วิ่งขึ้นมาแตะระดับ 90 แล้ว

อย่างไรก็ตามในระยะยาวยังมีปัจจัยพื้นฐานที่สามารถหนุนราคาทองคำให้ปรับตัวขึ้นต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยสภาครองเกรสได้อนุมัติแผนเยียวยาเศรษฐกิจ มูลค่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงที่สุดในประวัติศาสตร์มากกว่าเม็ดเงินช่วยเหลือสถาบันการเงินจากผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 -2552 อย่างไรก็ตามหนี้ที่เกิดขึ้นกว่า 23.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ยังไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะจ่ายได้

“แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หรือ FED เพราะสามารถลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0% และเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเสริมสภาพคล่องอย่างไม่จำกัด ด้วยการพิมพ์เงินกว่า 125,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน เข้ามาซื้อหนี้ก้อนนี้ได้ อีกทั้ง ไม่เฉพาะสหรัฐอเมริกาที่ต้องปั้มเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ รัฐบาลทั่วโลกต่างอัดฉีดเงินนับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าไปพยุงเศรษฐกิจที่ชะงักจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กล่าวได้ว่าแต่ละรัฐบาลลดมูลค่าสกุลเงินของตัวเองลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อราคาทองคำ”

นอกจากนั้น ราคาทองคำ ยังได้รับปัจจัยหนุนจากนโยบายอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรติดลบ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พันธบัตรรัฐบาลมีผลตอบแทนติดลบ มีมูลค่าแตะ 15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผลตอบแทนที่ติดลบนี้ ทำให้เม็ดเงินนับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ไหลออกจากกองทุนบำเหน็จบำนาญและพอร์ตของบริษัทประกันเข้าไปยังทองคำ ซึ่งถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น และผลักดันราคาทองคำให้ปรับขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ต้องจับตา คือธนาคารกลางอื่นทั่วโลกกำลังใช้ทองคำมาแทนที่เงินดอลลาร์สหรัฐด้วยการนำมาเก็บไว้ในทุนสำรองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจีนและรัสเซียที่เข้าซื้อทองคำ เพราะต้องการประกันความเสี่ยงกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่ถืออยู่ โดยรัฐบาลจีน ได้เพิ่มซัพพลายของทองคำขึ้นกว่า 210% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เช่นเดียวกับรัฐบาลรัสเซีย ที่เพิ่มสัดส่วนของทองคำกว่า 388% ตั้งแต่ปี 2006 ทำให้กลายเป็นประเทศผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ทองคำปรับตัวพุ่งแรงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อเนื่องผลจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ พิมพ์เงินออกมากระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมาก ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่เริ่มติดลบ จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยังไม่ลดลง และประเด็นใหม่คือความตึงเครียดทางการทูตกับจีน ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลบวกต่อราคาทองคำรวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ

“เห็นได้ว่าจากปัจจัยมหภาค ผู้ซื้อทองคำ คือนักลงทุนสถาบันรวม และธนาคารกลางใหญ่ของโลก แม้นักลงทุนรายย่อยจะมีต้นทุนทองคำในระดับที่ต่ำ หากมีการเทขายออกมาก็อาจไม่ส่งผลต่อราคาทองคำในตลาดโลกมากนัก อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องพบเจอหลังจากนี้ คือความผันผวนของราคาทองคำจะสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาทองประจำวันที่ 29 ก.ค. ล่าสุดประกาศครั้งที่ 3 ทองคำแท่ง ราคารับซื้อที่บาทละ 28,950.00 บาท ขายออกที่บาทละ 29,050.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้อที่บาทละ 28,425.00 บาท และขายออกที่บาทละ 29,550.00 บาท

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.